การผลิตน้ำอ่อน

t.man
เครื่องผลิตน้ำอ่อนนั้นถ้าจะพิจารณาในแง่คุณภาพของน้ำที่ผลิตได้ก็ต้องดูที่ค่าความกระด้างว่าค่าที่เราจะยอมรับได้นั้นมีค่าเท่าไร คุณภาพน้ำอ่อนที่ดีก็ต้องมีค่าความกระด้างน้อย ถังเรซิ่นที่เราจะผลิตน้ำอ่อนให้มีค่าความกระด้างเป็น 0 นั้นมันก็พอมีอยู่แต่ว่าทำได้ยาก โอกาสที่ความกระด้างจะหลุดออกมามักจะมีอยู่เสมอ ส่วนใหญ่เราจะคุมไว้ที่ค่าประมาณ 10 ppm. ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ถ้าหากว่าเราต้องการน้ำอ่อนที่มีความกระด้างเท่ากับ 0 ppm ก็ควรใช้ดับเบิ้ลซอฟ ก็คือการเอาน้ำอ่อนที่ผลิตได้จากถังเรซิ่นถังที่หนึ่งไปผ่านถังเรซิ่นถังที่สองอีกครั้งหนึ่ง เคยพบว่ามีโรงงานหนึ่งได้ตั้งค่าความกระด้างที่ต้องการไว้ที่ 0 ppm ทำให้ไซเคิลของการผลิตน้ำอ่อนสั้นมาก
   ตัวอย่างเช่น แทนที่จะผลิตได้ 400 คิวต่อรอบ อาจจะได้เพียง 100 คิวต่อรอบเท่านั้น เนื่องจากเมื่อมีความกระด้างหลุดออกมาได้เพียงนิดเดียวก็จะทำให้น้ำยาที่เราหยดลงไปในน้ำตัวอย่างเพื่อการตรวจสอบค่าความกระด้างนั้นเปลี่ยนสีได้แล้ว ซึ่งทำให้เราต้องหยุดและทำการล้างย้อนถี่ขึ้น หากเป็นโรงอื่นที่ตั้งค่าความกระด้างที่ยอมรับได้ไว้สูงก็ยังสามารถผลิตน้ำอ่อนต่อไปได้จนค่าความกระด้างสูงถึงค่าที่ตั้งไว้เช่น 10 – 20 ppm แต่โรงงานนี้รีเจคแล้ว จึงต้องทำการล้างเรซิ่นแล้ว (เราสามารถตรวจสอบค่าความกระด้างของน้ำที่ผลิตได้โดยการหยดน้ำยาที่เราผสมสารเคมีไว้เพื่อให้มีการเปลี่ยนสีเมื่อน้ำตัวอย่างมีค่าความกระด้างสูงกว่าค่าที่เรากำหนดไว้ ซึ่งค่าความกระด้างที่เรากำหนดไว้นี้จะเป็นไปตามความเข้มข้นและชนิดของน้ำยาที่เราผสมไว้ใช้ตรวจสอบ) ซึ่งในเรื่องของประสิทธิภาพนั้นเราจะต้องพิจารณาที่ความสามารถในการผลิตน้ำอ่อน คือต้องดูไซเคิลของมันว่ารอบหนึ่งสามารถผลิตน้ำอ่อนได้ปริมาณมากน้อยเพียงใด และจะต้องดูปริมาณการใช้เกลือด้วยว่ามีการใช้มากน้อยเพียงใดด้วย โดยดูอัตราการใช้เกลือในหน่วยของ กิโลกรัมเกลือที่ใช้ / กิโลกรัมของความกระด้างหรือ ฮาร์ดเนสที่สามารถกำจัดออกไปได้ ในเรื่องความถี่ในการตรวจวัดนั้น จากในภาพซึ่งเป็นเส้นกร๊าฟจะเห็นว่าแกนนอนเป็นเวลา แกนตั้งเป็นปริมาณความกระด้าง ถ้าโรงงานทำการตรวจวัดวันละครั้งโดยส่งตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์ที่ห้องแลบก็มีโอกาสที่จะเจอสภาพที่ความกระด้างสูงหลุดออกมากับน้ำเป็นจำนวนมากเพราะหลุดไปเป็นเวลานานกว่าจะรู้ว่าต้องทำการล้างแล้ว

ช่วงที่เรซิ่นหมดสภาพ

   ในช่วงที่เรซิ่นหมดสภาพแล้วค่าความกระด้างจะขึ้นเร็วมากในช่วงนี้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ซึ่งอาจทำให้น้ำที่มีความกระด้างสูงสามารถเข้าสู่ระบบการผลิตได้ในปริมาณมาก แต่ถ้าหากเราตรวจทุกชั่วโมงโอกาสที่เราจะพบจุดที่เรซิ่นเริ่มจับความกระด้างไม่ได้แล้วก็มีมากขึ้น โดยการตรวจสอบด้วยการหยดสารเคมีที่ใช้ทดสอบว่าน้ำตัวอย่างมีความกระด้างอยู่หรือไม่ ถ้ายังไม่มีความกระด้างเวลาหยดสารเคมีนี้ลงไปในตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างน้ำที่ใสอยู่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แต่ถ้าตัวอย่างน้ำนั้นมีความกระด้างหลุดติดมาแล้วเมื่อหยดสารเคมีที่ใช้ทดลองลงไป ตัวอย่างน้ำนั้นจะเปลี่ยนจากไม่มีสีเป็นสีม่วงหรือสีแดง ถ้าเป็นสีม่วงหรือสีแดงก็แสดงว่าถึงเวลาที่จะต้องหยุดการทำงานของถังผลิตน้ำอ่อนแล้วทำการล้างเรซิ่นให้กลับคืนสู่สภาพที่ใช้งานได้ดังเดิมก่อนที่จะทำการผลิตน้ำอ่อนต่อไป การตรวจสอบของเราในแต่ละช่วงเวลาอาจจะชั่วโมงละครั้งทำให้เรารู้ได้ว่าช่วงเวลาไหนจะใกล้ถึงเวลาล้างแล้ว ซึ่งในช่วงนั้นอาจจะต้องตรวจวัดด้วยความถี่ครึ่งชั่วโมงต่อครั้งก็ได้ จะทำให้โอกาสที่เราจะตรวจพบจุดที่มีความกระด้างหลุดออกไปได้เร็วขึ้นและทำให้น้ำอ่อนที่ได้รับมีคุณภาพดีขึ้น การที่เราได้มาเพิ่มความถี่ตรงช่วงนี้ แต่ช่วงก่อนหน้านี้เราได้ลดความถี่ลงเนื่องจากในการทำงานตามปกติเราจะให้เอาผลการตรวจวัดในแต่ละชั่วโมงมากรอกใส่เวิร์คชีทชั่วโมงละครั้งก็เพื่อจะควบคุมการทำงานของคนงานด้วยว่าทำงานจริงหรือเปล่า

การนำน้ำล้างเรซิ่นกลับมาใช้ใหม่

t.man
   ในการฟอกสีของน้ำเชื่อมกรอง( clear liquor )ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนการตกผลึกเป็นน้ำตาลทรายขาวในกระบวนการผลิตน้ำตาลทราย ขาว โดยทั่วไปจะใช้เรซิ่นช่วยในการดูดซับสีน้ำเชื่อม หลังจากนั้นจะมีการรีเจนเนอเรท (regenerate) เรซิ่นโดยการใช้น้ำเกลือ เรซิ่นจะถูกนำไปใช้ใหม่และน้ำเกลือที่ใช้แล้วจะถูกทิ้งไปเป็นน้ำเสีย ซึ่งมีปริมาณทั้งหมดเป็น 60 % ของน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้นหากมีการหมุนเวียนน้ำเกลือที่ผ่านการรีเจนเนอเรทเรซิ่นแล้วกลับเข้า สู่กระบวนการรีเจนเนอเรทอีกที จะเป็นการลดปริมาณน้ำเกลือที่ต้องทิ้งไป และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียด้วย

   วิธีก็คือ นำน้ำเสียที่ผ่านการรีเจนเนอเรทเรซิ่น แล้วมาทำการกำจัดอนุภาคสีออกด้วยเยื่อแผ่สังเคราะห์ ( membrane ) โดยใช้กระบวนการ ultrafiltration เพื่อนำน้ำเกลือนั้นมาใช้ในการรีเจนเนอเรทเรซิ่นใหม่
   Ultrafiltration ก็คือ การแยกสารด้วยการกรองผ่านเยื่อแผ่นสังเคราะห์ (membrane) โดยใช้แรงดันเป็น driving force ซึ่งจะแยกออกการเกิดในระดับโมเลกุลของสารตั้งแต่ 20-100,000 อังสตรอม โดยของเหลวที่มีอนุภาคขนาดเล็กที่ละลายอยู่จะถูกกรองผ่านรูของเยื่อแผ่น สังเคราะห์ อนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่ารูของเยื่อแผ่นสังเคราะห์ จะติดค้างอยู่บนผิวของเยื่อแผ่นสังเคราะห์ เรียกว่า retentate ส่วนอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่ารูของเยื่อแผ่นสังเคราะห์ จะไหลผ่านออกมา เรียกว่า permeate ดังแสดงในรูปด้านบน
เยื่อแผ่นสังเคราะห์ เป็นชนิด Sartocon slice พื้นที่ในการกรอง 0.1 ตารางเมตร ทำด้วย polysulfone ขนาดรูเลือกผ่าน ( Molecular Weight Cutoff ) 5,000 daltons ซึ่งหมายความว่า โมเลกุลที่เล็กกว่า 5,000 จึงจะผ่านเยื่อแผ่นสังเคราะห์นี้ได้

Ref : คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

แนวทางการทดลองการบำบัดซัลไฟด์ในน้ำเสียสังเคราะห์ด้วยระบบบำบัด

t.man
การทดลองในขวดขนาด 1 ลิตร น้ำเสีย ที่ใช้ในการศึกษาเป็นน้ำเสียสังเคราะห์ที่มีซัลไฟด์เป็นองค์ประกอบ การศึกษาสภาวะ DO ที่ เหมาะสม พบว่า ที่ DO 0.5 mg/l จุลินทรีย์สามารถกำจัดซัลไฟด์ได้หมด และสามารถเปลี่ยน ซัลไฟด์เป็นธาตุซัลเฟอร์ได้สูงสุด ประสิทธิภาพการเปลี่ยนซัลไฟด์เป็นธาตุซัลเฟอร์คิดเป็น ร้อยละ 79 และที่เหลือเปลี่ยนเป็นซัลเฟต ส่วนในการศึกษาสภาวะ pH ที่เหมาะสม พบว่า ที่ pH ตั้งต้นในน้ำเสีย 7 และ 8 ควบคุม DO ที่ 0.5 mg/l จุลินทรีย์สามารถกำจัดซัลไฟด์ได้ หมดและเปลี่ยนซัลไฟด์เป็นธาตุซัลเฟอร์ได้สูงสุด ประสิทธิภาพการเปลี่ยนซัลไฟด์เป็นธาตุ ซัลเฟอร์คิดเป็นร้อยละ 95 และที่เหลือเปลี่ยนเป็นซัลเฟต ในการศึกษาถึงสภาวะที่เหมาะสม ของ DO ของ pH ในการบำบัดซัลไฟด์เป็นธาตุซัลเฟอร์ พบว่าการเกิดธาตุซัลเฟอร์สูงสุดใน ชั่วโมงที่ 20 ของการทดลอง การศึกษาใน Biological Sequencing Batch Reactor ขนาด 5.6 ลิตร โดยใช้จุลินทรีย์ ที่ผ่านการ Acclimatization เพื่อบำบัดน้ำเสียที่มีสารประกอบซัลไฟด์ได้ โดยควบคุมสภาวะ การบำบัดน้ำเสียที่ DO 0.5 mg/l และ pH ตั้งต้นในน้ำเสียที่ 7-8 วัฏจักรการทำงาน 1 วัฏจักร ใช้เวลา 24 ชั่วโมง เป็นช่วงทำปฏิกิริยา 20 ชั่วโมง พบว่าที่อัตราการรับภาระซัลไฟด์ 2,640 mg/day หรือ 528 mg/l-reactor/day ซัลไฟด์ถูกเปลี่ยนเป็นธาตุซัลเฟอร์สูงสุด เกิดธาตุ ซัลเฟอร์ 2,580 mg/day ประสิทธิภาพการเกิดธาตุซัลเฟอร์คิดเป็นร้อยละ 96 ของซัลไฟด์ที่ ถูกกำจัด และเมื่อเพิ่มภาระการรับซัลไฟด์สูงขึ้น พบว่าระบบสามารถรองรับอัตราการรับภาระ ซัลไฟด์ได้สูงถึง 6,980 mg/day หรือ 1,246 mg/l-reactor/day โดยที่ปริมาณซัลไฟด์ถูกเปลี่ยน เป็นธาตุซัลเฟอร์ร้อยละ 44 ของซัลไฟด์ที่ถูกกำจัด เกิดซัลเฟอร์ 3,060 mg/day และ pH ของ น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมีค่า pH ประมาณ 8-9 เมื่อเพิ่มอัตราการรับภาระซัลไฟด์สูงกว่า 7,920 mg/day พบว่าระบบเกิดการล้มเหลว แต่เมื่อหยุดป้อนน้ำเสีย ระบบสามารถปรับตัว กลับสู่สภาพเดิมได้ภายใน 3 ถึง 4 วัน  การบำบัดซัลไฟด์ในน้ำเสียสังเคราะห์ด้วยระบบบำบัด

BOD Biosensor

t.man
"บีโอดี ไบโอเซนเซอร์ "
ทางเลือกในการวัดค่าบีโอดีคือการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการตรวจหาของต้องการวิเคราะห์ที่รวมองค์ประกอบทางชีวภาพที่มีส่วนประกอบทางเคมีกายภาพเครื่องตรวจจับ ไบโอเซนเซอร์สามารถใช้ในการวัดค่าบีโอดีโดยทางอ้อมผ่านทางเร็ว (ปกติ <30 นาที) ที่จะกำหนดแทนค่าบีโอดีและสอบเทียบวิธีการที่สอดคล้องกันเส้นโค้ง  ดังนั้นไบโอเซนเซอร์มีวางจำหน่ายแล้วในเชิงพาณิชย์ แต่จะมีข้อ จำกัด หลายอย่างเช่นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง เรียกความยาว จำกัด เนื่องจากความจำเป็นในการเปิดใช้และไม่สามารถจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะคุณภาพตามปกติจะเกิดขึ้นในการบำบัดน้ำเสียไหล; เช่น การแพร่กระจายของกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ลงในเมมเบรนและการตอบสนองที่แตกต่างกันตามชนิดของจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันซึ่งนำไปสู่ปัญหาที่มีความแม่นยำของผล  ข้อ จำกัด อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชั่นการปรับเทียบสำหรับการแปลแทนคณะกรรมการในคณะกรรมการจริง

Denitrification Ammonification

t.man
กระบวนการดีไนตริฟิเคชัน   (Denitrification)

                   กระบวนการดีไนตริฟิเคชัน  (Denitrification)  เป็นกระบวนการรีดิวซ์ไนเตรทให้อยู่ในรูปของก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen gas or molecular nitrogen) หรือบางทีมีก๊าซอื่น ๆ รวมทั้ง  Nitrous (N2O)  เกิดขึ้น  ด้วยจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดีไนตริฟิเคชัน  ประกอบด้วยสองพวกใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ  พวกแรกเป็นพวกที่ไม่ขึ้นกับไนเตรทโดยสามารถที่จะเจริญอยู่ได้สภาวะที่ไม่มี ไนเตรท  แต่มีความสามารถในการย่อยสลายโปรตีนหรืออาศัยกระบวนการ  Ammonification หรือกระบวนการอื่น ๆ พวกที่สองเป็นพวกที่มีชีวิตอยู่ได้โดยที่ต้องมีไนเตรท  เช่น  แบคทีเรียบางชนิด  ในจีนัส Pseudomonas Achromobacter, Bacillus, Micrococcus และ Thiobacillus denitrificans โดยส่วนใหญ่กระบวนการดีไนตริฟิเคชัน  ไนเตรทจะถูกเปลี่ยนให้เป็นก๊าซไนไตรเจน  โดยกลุ่มจุลินทรีย์กลุ่ม “Aerbic heterotrophic bacteria”  ที่สามารถใช้ไนเตรท  (NO3)  ไนเตรท (NO2)  ไนตริกออกไซด์  (NO)  หรือซัลเฟต  (SO4)  เป็นตัวรับอิเล็กตรอนแทนออกซิเจนอิสระในสภาวะแอนอกซิก (Anoxic) ในปฏิบัติกิริยาที่มีไนเตรท  (NO3) เป็นตัวรับอิเล็กตรอนแทนออกซิเจนอิสระ  กระบวนการดีไนตริฟิเคชันจะมีขั้นตอนการเกิดของปฏิกิริยา 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ  ไนตริกออกไซด์ถูกเปลี่ยนเป็นไนตรัสออกไซด์  ไนไตรท์เปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์  ไนตริกออกไซด์ถูกเปลี่ยนเป็นไนตรัสออกไซด์  และได้ก๊าซไนโตรเจน (N2) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายของกระบวนการไนตริฟิเคชัน โดยมีเอนไซม์ที่กระตุ้นการลดรูปของไนโตรเจน
                   เนื่องจากแบคทีเรียดังกล่าวต้องการสารอินทรีย์คาร์บอนเป็นแหล่งคาร์บอน  และใช้ไนเตรทเป็นตัวรับอิเล็กตรอน  ดังนั้นต้องมีการเติมสารอินทรีย์คาร์บอนสู่ระบบเนื่องจากความเข้มข้นของ แหล่งคาร์บอนในน้ำเสียไม่เพียงพอสำหรับการเกิดกระบวนการดีไนตริฟิเคชัน  และแบคทีเรียจะต้องนำคาร์บอนนี้ไปลดรูปของไนโตรเจน คือ ไนไตรท์ (NO2+)  ก๊าซไนตริกออกไซด์ (HNO)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)  จนถึงก๊าซไนโตรเจน  (N2) สารอินทรีย์คาร์บอนที่มีการใช้กันโดยทั่วไป  คือ เมธานอล  โซเดียมอะซิเตท  อาหารกุ้งหรือกากน้ำตาล  เป็นต้น  แต่เมธานอลเป็นที่นิยมมากในระบบบำบัดน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรม  น้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนและการเกษตร เนื่องจากมีราคาถูกกว่าสารคาร์บอนประเภทอื่นและมีกำลังรีดิวซ์สูง  การเกิดกระบวนการดีไนตริฟิเคชันที่สมบูรณ์ในน้ำเสียที่มีไนเตรทสูงต้องมี การควบคุมพีเอชอยู่ในช่วง 7.5-9.0

ถัง dos

t.man
ความรู้เกียวกับ ถัง DOS

ก่อนอื่นขอชี้แจงครับว่าการออกแบบสินค้าหนึ่งๆมีองค์ประกอบหลายประการ
ถังน้ำก็เช่นกัน องค์ประกอบหลักๆคงมี
1) วัสดุที่จะใช้ผลิต
2) กรรมวิธีที่ใช้ผลิต
3) รูปแบบที่จะทำการผลิต
และยังมีอื่นๆที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ผสมปนเปกัน ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสนองความต้องการของตลาด
สำหรับคำถามที่ท่านถามนะครับว่า วัสดุต่างกันหรือไม่ ระหว่างถัง DOS และ S.....Stone
เบื้องต้นขณะนี้ DOS มีวัสดุอยู่ 4 กลุ่ม คือ

กลุ่ม Silver nano titanium

กลุ่มนี้ DOS และ SCG Plastic (เครือซิเมนต์ไทย)ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา มีสมบัติสูงกว่า Elixir Base ทั่วไป คือมี Silver nano Titanium ที่สามารถยับยั้งเชื้อโรคได้ และเป็นเอกสิทธิ์ เฉพาะ DOS เท่านั้น รายอื่นไม่มีนะครับ ระวังการแอบอ้าง
กลุ่ม Elixir มี 2 กลุ่มย่อย
-กลุ่มสีเรียบ รับประกัน 15 ปี
-กลุ่มสีแกรนิต รับประกัน 20 ปี
ในประเภทนี้มีผู้ผลิตบางรายที่ได้รับสิทธิ์ ซื้อวัตถุดิบ จาก SCG ได้ โดยต้องรักษามาตรฐานให้ได้ตามข้อกำหนด หากไม่ได้มีโอกาสที่จะถุกระงับการซื้อ ซึ่งปัจจุบันก็มีแล้ว ในบางยี่ห้อ ที่เคยมี Elixir แต่ตอนหลังไม่มี
ประเภทนี้ต้องดูดีๆนะครับเพราะมีการทำเลียนแบบคล้ายๆกัน และบางที่แอบอ้างใช้ชื่อที่ทำให้ผู้บริโภคสับสน เช่น......NANO........
กลุ่มที่สามกลุ่มโปร่งแสง เป็นรุ่น ECO ขอ DOS แต่วัตถุดิบเกรดดี จาก SCG เหมือนกัน กลุ่มนี้รับประกัน 12 ปี (ใช้ในร่มจะดีกว่าใช้กลางแจ้ง)
กลุ่มที่ 4 แทบจะไม่ใช้ทำถังน้ำบนดินแล้ว เพราะเป็นกลุ่ม เม็ดพลาสติกคุณภาพดี ที่เป็นพื้นฐานของกลุ่มทั้งสามข้างต้น มาจาก SCG เหมือนกัน คุณภาพดีครับ แต่ยังดีไม่พอสำหรับมาตรฐาน DOS ที่จะเอามาทำถังเก็บน้ำบนดิน


ดังนั้นหากถามว่าเหมือนกันหรือไม่ ต้องดูครับ ว่ากำลังเทียบกับ ตระกูล Silver nano Titanium หรือเปล่า ถ้าใช่ .......รับรอง ต่าง แน่ๆครับ


เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตมีคนบอกว่า DOS ใส่ "โฟม" เพื่อลดต้นทุน


ขอเรียนว่า เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงบางส่วนครับ จริงอยู่ที่การใส่เทคโนโลยี Porous - Tek อาจทำให้ดูเหมือนโฟม ในชั้นกลางของถัง แต่จริงๆแล้ว เป็นความจงใจในการออกแบบให้ ชั้นดังกล่าวสามารถ รับแรงกระแทก เล็กๆน้อยๆ ได้ดีขึ้น โดยถังไม่รั่วหรือแตก อันนี้เหมือนการออกแบบรถยนต์น่ะครับ เมื่อก่อนรถต้องหนาๆ บุบยาก แต่พอชนกันแรงๆคนในรถจะช้ำใน และเสียชีวิตหรือพิการได้ง่าย ตอนหลังรถจะบุบ(ในส่วนที่ควรบุบ)ได้มากขึ้น แต่ในห้องโดยสาร จะแข็งแรงไม่บุบง่าย ผู้โดยสารก็ปลอดภัยขึ้น สำหรับถังส่วนนี้คือผนังชั้นในครับ
(เอามาแทรกเพื่ออธิบายเพิ่มเติม จาก คคห.ข้างล่าง)เรื่องถังบุบนี้ เป็นเรื่องของการลดความเสียหายขณะขนส่งและติดตั้งน่ะครับ เนื่องจากสภาวะการขนส่งขนย้ายของช่างบ้านเรา บางครั้งขาดความระมัดระวัง หากออกแบบให้ถังให้ตัว(บุบหรือทนกระแทก)ไม่ได้ก้จะมีโอกาสให้เกิดรอยร้าวใน เนื้องาน พอใช้งานไปนานๆอาจมีปัญหาได้
เจ้า Porous-tek นี้ เมื่อถูกแรงกระแทกจากชั้นนอก เขาจะส่งผ่านแรงมายังชั้นที่สอง และบุบหรือยุบตัวในชั้นนี้ โดยชั้นนอกเสียหายน้อย และชั้นในจะเสียหายน้อยมาก หรือ ไม่เสียหาย ถังก็จะไม่รั่วครับ

ประการที่ สาม คือรูปแบบที่จะผลิต อันนี้ขอเรียนว่าเป็นงานศิลป์ครับ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์จะใส่ใจในเรื่องพวกนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า งานวิศวกรรม หลากหลายรูปแบบ ที่ ท่านผู้นำองค์กรสูงสุด มานั่งช่วยวิจารณ์ ปรับแก้แบบกันหน้าจอ ฝ่ายออกแบบ (ที่พวกเราล้อกันเล่นว่า พี่เค้ามา สแครช หน้าจอ คือแกมาจิ้มหน้าจอแล้วลากนิ้วไปมา เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่าจะปรับแบบอย่างไร)

ทั้งสามประการนี้ทำให้ สินค้าที่ออกมา มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไปครับ

**อ่านสักนิดก่อนติดตั้งถัง dos**

ใน กทม. หมู่บ้านส่วนใหญ่ เป็นดินถมใหม่ ควร(ต้อง)ตอกเสาเข็มรับน้ำหนักของถัง
เทคอนกรีตเสริมเหล็ก หนาประมาณ 10 ซม.เป็นฐาน และต้อง อมหัวเข็ม
วัสดุกลบฝังต้องแน่นและไม่ยุบตัวภายหลัง (แนะนำทรายหยาบอัดแน่น)
ที่คอและบ่าถังต้องมีคอนกรีตกระจายแรง และทำหน้าที่บังคับกันถังลอย(คล้ายๆแผ่นข้างล่าง แต่คนละหน้าที่กัน)
ที่สำคัญถังน้ำใต้ดินปากถังควรเสมอพื้น (Finish Floor) หรือสูงกว่าเล็กน้อย